วิจารณ์หนัง House of Gucci (2022)

 

ตอนนี้เรากำลังย่ำเข้าสู่ช่วงฤดูกาลของหนังรางวัลอย่างเต็มตัว และในบ้านเราก็เริ่มที่จะมีโอกาสได้ทะยอยดูหนังสายรางวัลที่จะเรียงคิวฉายในทีละเรื่องยาวต่อเนื่องไปอีก 2 เดือนต่อจากนี้ไป และเรื่องแรกๆ ที่จะได้ลงโรงก่อนก็คือ “House of Gucci” หนังดราม่าเปิดศึกแห่งแฟชั่น แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์จริงในตระกูลชื่อดังแห่งอิตาลี ที่มาพร้อมกับเนื้อหาทางธุรกิจที่เข้มข้นและยังได้แคสติ้งระดับปรมาจารย์มาช่วยซัพพอร์ตหนังทั้งเรื่องให้ออกมาได้เจิดจรัส!

House of Gucci เป็นเรื่องราวที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องจริงสุดช็อกของครอบครัวผู้อยู่เบื้องหลังอาณาจักรแบรนด์แฟชั่นชื่อดังระดับโลก อย่าง “กุชชี่” โดยทำการนำเสนอเรื่องราวในช่วง 3 ทศวรรษอันเรืองรองของแบรนด์ดัง ที่เต็มไปด้วยความรัก, การทรยศ, ความเสื่อมโทรม, การแก้แค้น และนำมาสู่ปมฆาตกรรม ที่จะตีแผ่ให้คนทั้งโลกได้รับรู้ว่า ที่มาของชื่ออันทรงอิทธิพลนี้…มีความหมายอย่างไร ทรงคุณค่าแค่ไหน และครอบครัวนี้ดูแลจัดการอย่างไร

นี่คือหนังดราม่าที่เป็นการเปิดบ้านแห่งตระกูลกุชชี่ที่ค่อนข้างคมคายและทำให้คนดูรู้สึกเหนื่อยไปกับการดื่มด่ำเรื่องราวของคนสกุลนี้ เพราะด้วยความยาวของหนังกว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง กลายเป็นการนั่งดูเกมการเชือดเฉือนในธุรกิจครอบครัวที่เต็มไปด้วยความสิ่งล่อตาล่อใจ ทั้งเงินตราและอิทธิพลที่ใครๆ ก็อยากจะได้ครอบครองเอาไว้ในมือ แม้ว่าจะยอม…มือเปื้อนเลือนแค่ไหนก็ตาม

แต่ในเมื่อหนังมาอยู่ในมือของผู้กำกับระดับตำนาน “ริดลีย์ สก็อตต์” ก็แน่นอนว่าโทนและจังหวะของเขาก็ย่อมมีลายเส้นของผู้กำกับผู้นี้อยู่เต็มไปหมด จึงทำให้ House of Gucci ที่มีความเข้มข้นอยู่ในตัว ที่เค้นออกมาได้ระดับความเข้มข้นที่ยังไม่ค่อยกลมกล่อมมากสักเท่าไหร่ การเล่าเรื่องของหนังยังค่อยข้างไม่มีอะไรโดดเด่นออกมาสักเท่าไหร่ จึงพลอยทำให้กว่า 2 ชั่วโมงของหนังเรื่องนี้ ก็ทำหน้าที่เล่าเรื่องตามเส้นเรื่องและยังไม่ได้ทำให้คนดูรู้สึก…อื้อหือและว้าวไปกับจุดนี้สักมากนัก

แน่นอนว่าเรื่องราวของตระกูลกุชชี่ ไม่ว่าจะหยิบมาเล่าในรูปแบบไหนก็ยังสามารถทำให้ออกมาดูได้สนุกในทุกทาง เพราะด้วยเส้นเรื่องที่ค่อนข้างน่าสนใจและเข้มข้นอยู่ในตัวเอง เพียงแต่คิดว่าในช่วงครึ่งแรกของหนังค่อนข้างทำได้ดีกว่าช่วงครึ่งหลัง เพราะช่วงแรกเต็มไปด้วยความฟุ้งฝันของตัวละคร ทำให้เกิดมิติต่างๆ มากมายที่น่าสนใจ

ในขณะที่ครึ่งหลังเป็นการยกระดับความเข้มข้นทางธุรกิจบนพื้นที่ความโลภของมนุษย์ หลายๆ อย่างยังทำออกมาได้ค่อนข้างเป็นองค์ประกอบที่ตามสูตรสำเร็จไปสักหน่อย ถึงจะแฝงไปด้วยความคมคาย แต่ก็ยังไม่ค่อยเป็นที่น่าจดจำสักเท่าไหร่นัก จึงกลายเป็นว่า House of Gucci ให้ความรู้สึกเป็นกราฟที่ค่อนข้างๆ ดร็อปลงมาทีละน้อยตลอดเวลา

แต่กระนั้นแล้ว ทั้งจุดด้อยและข้อบกพร่องต่างๆ ใน House of Gucci ก็ได้ถูกลบล้างไปด้วยทีมนักแสดงระดับคุณภาพของหนังเรื่องนี้ทั้งหมด คงจะต้องปรบมือให้กับแคสติ้งชุดนี้ที่เต็มไปด้วยความเหมาะสมและลงตัวในความสามารถรอบด้านจริงๆ ที่กลายเป็นองค์ประกอบที่สามารถมาช่วยพยุงตัวหนังทั้งเรื่องนี้เอาไว้ให้ไปได้ตลอดรอดฝั่ง และเพชรเม็ดแท้ของหนังเรื่องนี้ก็คือ…การแสดงนั่นเอง ดูหนังออนไลน์ฟรี

“เลดี้ กาก้า” ที่มารับบทหนักในหนังเรื่องนี้ แม้ว่าเธอจะเป็นตัวละครหลัก แต่หนังไม่ได้ใช้ให้เธอแบกรับทั้งเรื่องเอาไว้เพียงลำพัง การแสดงของเธอก็คือว่าทำได้ดีและทำการบ้านได้ดีเช่นเดียวกัน ทั้งท่าทางและอิริยาบทต่างๆ ถือว่าทำให้ดูคล้อยตาม โดยเฉพาะการดัดแปลงสำเนียงเสียงที่ชวนเชื่อเป็นอิตาเลียนแท้ๆ ได้อย่างมีพรสวรรค์ นี่ถือเป็นอีกบทบาทที่ท้าทายและน่าประทับใจอีกครั้งของเธอ และไม่แปลกใจที่จะมีโอกาสเข้าไปเฉียดรางวัล

ขณะที่ “อดัม ไดรเวอร์” ก็คือเป็นอีกตัวละครกุญแจหลักของเรื่อง และเป็นอีกหนึ่งนักแสดงเจ้าบทบาทที่เข้าถึงบทบาทนี้ได้อย่างถ่องแท้ เขาได้มอบการแสดงในรูปแบบน้อยแต่มาก ให้ไม่เยอะแต่ทรงพลัง คาแรกเตอร์นี้เหมือนจะไม่มีอะไรซับซ้อน แต่ก็แอบซ่อนด้วยมิติที่หลากหลาย แล้วแต่คนดูจะตีความออกไปว่าเขากำลังคิดทำอะไรกันอยู่ และอดัมก็ถ่ายทอดออกมาได้ดี

นอกจากนี้ House of Gucci ยังมีนักแสดงเจ๋งๆ ที่มาร่วมสร้างองค์ประกอบให้ดีเด่นยิ่งขึ้นไปอีก ไม่ว่าจะเป็น “เจเรมี่ ไอรอนส์”, “แจ็ค ฮุสตัน”, “ซัลมา ฆาแยก”, “อัล ปาชิโน่” และ “จาเรด เลโต” ที่โดยเฉพาะ 2 รายหลังนี้ ถือว่าเป็นส่วนประกอบทีเด็ดที่เป็นสีสันชั้นเลิศให้กับหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะ การรับบทเป็นไม้เบื่อไม้เมากันเรื่องนี้ของคู่ คือเสน่ห์เสริมที่เปล่งประกายอยู่ในหนังเรื่องนี้ ด้วยทักษะและอินเนอร์การแสดงระดับตำนานของทั้งคู่ เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ทำให้ House of Gucci ดูเอ็นจอยได้ดีมาก

แม้ว่าบทหนังของ House of Gucci นั้น จะยังค่อนข้างอยู่ในพื้นที่เซฟโซนและดำเนินไปตามสูตรสำเร็จที่ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่สักเท่าไหร่นัก แต่อีกงานสร้างที่ไม่พูดถึงคงจะไม่ได้ก็คือ การแต่งหน้าทำผมและออกแบบเครื่องแต่งกาย ที่เป็นหนึ่งในไฮไลท์เด่นชัดมากๆ ในหนังเรื่องนี้ โดยเฉพาะการแปลงโฉมนักแสดงที่ต้องทำให้รู้สึกเอ๊ะไปพร้อมๆ กับว้าว ใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ ของตัวละครได้ดี นับว่าเป็นอีกองค์ประกอบที่ควรค่าแก่ให้รางวัลมากๆ