รีวิว American Underdog

 

มาพบกับหนังดราม่ากีฬาที่น่าจะสร้างความประทับใจและแรงบันดาลใจให้กับคนดูได้ไม่น้อย กับเรื่องราวของตำนานผู้เล่นอเมริกันฟุตบอลที่ถูกจารึกเอาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ชีวิตของเขาน่าสนใจและสามารถชี้นำทางให้กับหลาย ๆ คนที่ท้อแท้ได้เป็นอย่างดี และนั่นได้กลั่นกรองออกมาเป็น “American Underdog” ที่เหมือนจะเป็นแค่ปมดราม่ากินใจธรรมดา ๆ แต่ปรากฏว่าเมื่อได้ซึมซับไปตลอดทาง…กลับสามารถทำให้น้ำตาซึมได้ในตอนจบ

American Underdog เป็นเรื่องราวที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริงของนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลชื่อดัง เคิร์ต วอร์เนอร์ ที่สร้างตำนานซินเดอเรลล่ากลายเป็นคนพลิกสถานการณ์ได้เพียงข้ามคืน จากพนักงานเติมของในซูเปอร์มาร์เกตมาเป็นผู้เล่นที่ครองแชมป์ซูเปอร์โบลว์ 2 สมัย พ่วงด้วยตำแหน่งควอร์เตอร์แบ็กยอดเยี่ยมในประวัติศาสตร์ นี่คือการฝ่าฟันอุปสรรคและไต่เต้าเส้นทางความฝันแห่งชีวิตของผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง ที่กว่าจะประสบความสำเร็จถึงจุดสูงสุดนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ยิ่งเฉพาะเขาที่ถูกตีตราเอาไว้ให้เป็นแค่ ‘ไก่รองบ่อน’

หนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากหนังสือของ เคิร์ต วอร์เนอร์ ที่เขาเคยเขียนบันทึกเอาไว้ที่ชื่อว่า “All Things Possible” ที่กลายเป็นหนังสือพ็อกเก็ตบุ้คที่ขายดีตลอดกาลในวงการหนังสือของอเมริกาเลยทีเดียว โดยได้เจ้าพ่อหนังดราม่าคันทรี่ “จอน เออร์วิน” มาเขียนบทหนังให้ พร้อมกับพ่วงตำแหน่งกำกับหนังเรื่องนี้ ร่วมกับพี่ชายของเขา “แอนดรูว์ เออร์วิน” พี่น้องผู้กำกับคู่นี้เคยผ่านผลงานหนังแนว ๆ นี้หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น “I Can Only Imagine” หรือล่าสุดกับ “I Still Believe” เมื่อไม่กี่ปีก่อน

แน่นอนว่า American Underdog ก็เต็มไปด้วยสูตรสำเร็จสไตล์หนังชีวประวัติอเมริกันจ๋า ๆ ที่โชยกลิ่นมาคลุ้งตลอดทั้งเรื่อง หนังแทบไม่มีอะไรที่หวือหวาอะไรออกมาจากในทุกองค์ประกอบ การเล่าเรื่องก็ถือว่าเรียบง่ายและไม่ได้ใส่ความโดดเด่นอะไร แต่ได้ใช้ความทรงพลังในเรื่องราวของหนังนั้นเป็นแรงขับเคลื่อนและผลักดันในสามารถประคับประคองตัวหนังไปได้ค่อนข้างอิ่มเอมตลอดทั้งเรื่องด้วยดี

แม้ว่าจะเป็นหนังดราม่ากีฬา แต่องค์ประกอบหลักของหนังเรื่องนี้เป็นการตีแผ่ชีวิตมากกว่า โดยมีส่วนของกีฬาเข้ามาเป็นเสริม เราจะได้เห็นมุมมองการใช้ชีวิตของผู้ชายธรรมดา ๆ อย่าง เคิร์ต วอร์นอร์ นับตั้งแต่เขามุ่งมั่นพยายามที่จะกลายเป็นนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลให้ได้ มองเห็นช่วงชีวิตที่ยากลำบากและท้าทาย จุดเปลี่ยนและการตัดสินใจต่าง ๆ ของเขา ที่ไม่ได้โรยด้วยกุหลาบแม้สักครั้งเรื่อง รวมทั้งความสัมพันธ์ของเขากับภรรยาและครอบครัวที่แน่นแฟ้น เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้เขาถูกยกให้เป็นคุณพ่อแห่งชาติในอเมริกา

“แซคารี ลีวาย” ที่มารับบทเป็นตำนานตัวจริงของหนังเรื่องนี้ ก็ถือว่าแบกรับหน้าที่รับผิดชอบได้ค่อนข้างดี เขาสามารถประคองหนังทั้งเรื่องนี้เอาไว้เพียงคนเดียวได้อย่างไม่หนักหนาอะไร แม้ว่าการแสดงของเขาก็อยู่ในระดับมาตรฐานทั่วไป เขาให้การแสดงที่ดีอย่างน่าพอใจ แต่ไม่มีอะไรที่เด่นออกมาเป็นพิเศษ เพราะบทราบเรียบของหนังไม่ได้ส่งให้ไปได้ถึงจุดนั้น เช่นเดียวกับ “แอนนา แพควิน” ที่ถือว่าแปลงโฉมตัวเองให้เหมือนกับคาแรกเตอร์ตัวจริงอย่างใกล้เคียง ไว้ใจกับการแสดงของเธอผู้นี้ได้เลย คู่นี้ส่งบทกันไปมาได้อย่างลงตัวทั้งเรื่อง