วิจารณ์หนัง Umma (2022)

 

ถึงคิวหนังผีที่มีชื่อน่าสนใจ ๆ อย่าง “Umma” แต่มันเป็นชื่อของหนังฮอลลิวูด ใช่แล้ว..นี่คือหนังสยองขวัญที่เป็นการกล่าวถึงสายใยความสัมพันธ์แม่ลูกชาวเกาหลี เชื่อเรื่องที่อ่านว่า อมม่า ก็แปลว่า แม่ ในภาษาเกาหลีนั่นเอง หนังที่ตัวพ่อหนังสยองขวัญมานั่งเก้าอี้อำนวยการสร้างให้ พร้อมได้นักแสดงหญิงเชื้อสายเอเชียมาเป็นตัวแบก ผลลัพธ์ที่ออกมาจะออกมาเป็นหนังผีที่ตราตรึงผู้ชมทั่วโลกได้มากแค่ไหนกันนะ…?

Umma เป็นเรื่องราวของ อแมนด้า คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่อาศัยอยู่กับลูกสาวเพียงลำพัง ปลีกตัวมาใช้ชีวิตอย่างสันโดษที่บ้านไร่แถบชนบทที่ห่างไกลผู้คน กระทั่งวันหนึ่งได้มีชายชาวเอเชียแวะมาหาเธอที่บ้าน พร้อมกับแนะนำว่าเป็นลุงของเธอ ก่อนจะแจ้งข่าวการเสียชีวิตของแม่ชาวเกาหลีของเธอให้ได้ทราบ และทิ้งเถ้ากระดูกอัฐิเอาไว้ให้เธอได้เก็บเอาไว้ในฐานะทายาทเพียงคนเดียวที่มีอยู่

แต่การมาตั้งอยู่ของอัฐิผู้เป็นแม่ในครั้งนี้ กลับกระตุ้นให้อแมนด้านึกถึงเรื่องราวและเหตุการณ์ในอนาคตที่เลวร้าย ซึ่งเคยเกิดขึ้นกับเธอมาก่อน และทำให้เธอตัดสินใจละทิ้งและหนีออกมาจากชีวิตของตัวเอง ก่อนจะมาเริ่มตั้งต้นชีวิตใหม่บนผืนแผ่นดินอเมริกา เปลี่ยนชื่อใหม่ ลบลืมกำพืชและชาติกำเนิดของตัวเองทั้งหมด เพื่อหวังจะไม่ต้องกลับไปเผชิญหน้ากับฝันร้ายนั้นอีก แต่มันกลับยังตามมาหลอกหลอนอีกครั้ง…

หนังเรื่องนี้เป็นผลงานการกำกับและเขียนบทของ “ไอริส ชิม” นักสร้างหนังสาวเชื้อสายเกาหลี-อเมริกัน ที่แน่นอนว่าเธอได้หยิบเอากำพืชและวัฒนธรรมจากชาติกำเนิดของเธอเองมาถ่ายทอดออกมาเป็นความลี้ลับ ผ่านสายใยและสายสัมพันธ์ครอบครัวที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวเอเชีย โดยหนังได้ใส่กิมมิกที่เป็นความเชื่อและประเพณีของเกาหลีเข้ามาแบบผิวเผิน ไม่ได้มีการอธิบายขยายความอะไรมากนัก เพราะมัวไปเน้นแต่จุดขายความหลอนและสะพรึงกลัวที่ยังไม่ค่อยจะเวิร์กสักเท่าไหร่มากกว่า

บอกตรง ๆ เลยว่า Umma ก็เป็นหนังสยองขวัญที่ใส่สูตรสำเร็จเดิม ๆ ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่สักจุดเดียว นอกจากการใส่ความเชื่อและความเป็นเกาหลีเข้าไปในเนื้อหาให้พอเป็นปมได้เท่านั้น จังหวะและการเดินเรื่องของหนังเรื่องนี้ค่อนข้างเชย และเกือบจะไม่มีอะไรน่าสนใจ บทหนังก็แสนจะเชยและธรรมดามาก นี่นับว่าดีที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้เยิ่นเย้ออะไรมาก ยังพอเล่าเรื่องได้อย่างกระชับในระดับที่น่าพอใจ แต่ก็ยังไม่สามารถขับความสนุกออกมาได้ในระดับที่น่าประทับใจสักเท่าไหร่

แน่นอนว่าการแสดงของ “แซนดร้า โอ” ไว้วางใจได้เลย เธอคือนักแสดงเจ้าบทบาทที่เราอาจจะไม่ค่อยเห็นเธอเล่นหนังสักเท่าไหร่ แต่ด้วยภาพลักษณ์ความเป็นนักแสดงเชื้อสายเอเชียของเธอ ที่จริง ๆ เธอกลายเป็นลูกเสี้ยวเอเชียไปเสียมากกว่า แต่ลีลาแอคติ้งของเธอก็เป็นจุดเด่นและจุดที่ช่วยพยุงหนังเอาไว้ได้ดี ฉากที่ต้องพูดภาษาเกาหลีสลับไปมาก็ถือว่าทำออกมาได้เนียน และไม่รู้สึกขัดเขินอะไรนัก ต้องยอมรับว่าเธอก็คือไฮไลต์ของหนังเรื่องนี้