รีวิวหนัง The Last 10 Years สุดท้ายและตลอดไป

 

คงต้องบอกตรง ๆ ว่านี่คือหนังรักญี่ปุ่นที่ทำให้รู้สึกตื่นเต้นไม่เบา นับตั้งแต่ที่ได้เห็นข่าวประกาศสร้างและทราบว่าใครเป็นนักแสดงนำบ้าง “The Last 10 Years สุดท้ายและตลอดไป” จึงกลายเป็นอีกหนึ่งหนังญี่ปุ่นที่กระตุ้นต่อมความอยากโดยส่วนตัวแบบธรรมดา แม้ว่าภาพของหนังจะดูเป็นหนังรักรสชาติของความฟูมฟายเดิม ๆ ที่น่าจะพอเดาออก แต่กลับต้องยกความดีความชอบให้กับเคมีของนักแสดงคู่หลักที่เป็นการจับคู่ที่เรียกร้องความสนใจได้เป็นอย่างดี

The Last 10 Years เล่าเรื่องราวของ มัตสึริ หญิงสาวธรรมดา ๆ ที่อายุย่างเข้าวัย 20 เพียงไม่กี่ปีเธอก็พบว่าตัวเองป่วยเป็นโรคที่ค่อนข้างหายาก และยังไม่มีแนวทางการรักษาที่ขาดหายได้ เธอรอดตายมาจากการรักษาที่แสนสาหัส แต่หลังจากนั้นเธอกลับถูกขีดเส้นตายให้กับชีวิตตัวเอง ด้วยการมีเวลาเหลืออีกไม่ถึง 10 ปีต่อจากนี้ไป ทำให้เธอไม่ตัดสินใจที่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน รวมทั้งไม่คิดที่จะเข้าใกล้กับความรักอีก แต่แนวคิดของเธอก็เปลี่ยนไป เมื่อเธอตัดสินใจกลับไปเมืองเก่าที่เคยอยู่เพื่อไปงานเลี้ยงรุ่น และได้พบกับ คาซูโตะ เพื่อนร่วมชั้นตอน ม.ต้น อีกครั้ง…

หนังเรื่องนี้เป็นการดัดแปลงมาจากนิยายกึ่งบันทึกที่มียอดขายดีติดชาร์ต ที่มีชื่อหนังสือแบบเดียวกันหนังเป๊ะ ๆ เป็นผลงานของ “รุกะ โคซากะ” ที่ได้เล่าเรื่องราวที่มาจากประสบการณ์ชีวิตของเธอเอง ในช่วงเวลา 10 ปีสุดท้ายที่เธอมีโอกาสที่จะได้มองเห็นและใช้ชีวิตไปกับโลกใบนี้ โดยได้มือเขียนบทชั้นครู “โยชิคาซุ โอคาดะ” ที่เคยเขียนบทหนังซึ้ง ๆ อย่าง The 8-Year Engagement หรือ If Cats Disappeared From the World มาก่อน และถือว่าเรื่องนี้ตีความออกมาได้น่าสนใจ

โดย The Last 10 Years ยังได้ผู้กำกับหนุ่มไฟแรง “มิจิฮิโตะ ฟูจิอิ” (จาก The Journalist) มาดูแลงานสร้างให้ และถือว่าเขาเป็นกองกำลังหนังที่สามารถขับเคลื่อนหนังที่มีความเป็นเมโลดราม่าโรแมนซ์เรียกน้ำตาธรรมดา ๆ เรื่องหนึ่ง กับความพยายามฉีกตัวออกไปอีกทางที่ใส่กิมมิกและชั้นเชิงในการเล่าเรื่องได้อย่างกัดกินใจ กลั่นออกมาเป็นหนังรักที่มีปลายที่แสนเศร้า แต่กลับไม่เร่งเร้าคั้นน้ำตาจากผู้ชมอย่างโจ่งแจ้งสักเท่าไหร่

การออกแบบมิติของตัวละครใน The Last 10 Years ถือว่าทำการบ้านมาได้ค่อนข้างน่าพอใจ การดีไซน์แนวความคิดและความรู้สึกของคนสองคนที่ต่างเผชิญหน้ากับปัญหาที่ต่างกัน แต่กลับมีความคิดไปในทิศทางเดียวกัน กลายเป็นจุดที่ปรับจูนคนทั้งคู่ให้ผสานเข้าหากันได้อย่างอัศจรรย์ คนหนึ่งที่พยายามดิ้นรนที่จะมีชีวิตต่อแต่ก็เหมือนมีชีวิตแบบนาฬิกานับถอยหลัง ส่วนอีกคนที่ยังมีโอกาสไปต่อได้ทุกทางแต่เลือกที่จะพยายามโกงชีวิตตัวเองกับการดับสิ้นไปกลางทาง

แม้ว่าจะยอมรับโดยส่วนตัวจริง ๆ ว่า ค่อนข้างมีความคาดหวังว่า The Last 10 Years จะทำปฏิกิริยากับต่อมน้ำตาได้ตลอดทั้งเรื่อง แต่อาจจะเป็นการคาดหวังที่มากไปสักหน่อย เพราะผลลัพธ์ที่ออกมานั้นค่อนข้างวิเศษ หนังไม่ได้พยายามบังคับให้คนดูร้องไห้ ด้วยการใส่ฉากและบทซึ้งเข้ามาเรียกน้ำตา แต่การถ่ายทอดในหนังอาจจะทำได้แค่รู้สึกน้ำตาซึม ๆ ปริ่ม ๆ แบบไม่ฟูมฟาย ปฏิกิริยาเหล่านั้นที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ไม่ใช่เพราะปลายทางของตัวละคร แต่กลับเป็นความหมายของการที่ยังมีลมหายใจอยู่ต่างหาก